จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก

  • 58 ตอบ
  • 1208 อ่าน
*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2021, 11:24:24 PM »
การอยู่ไฟ : ขั้นตอนการอยู่ไฟ & ประโยชน์ของการอยู่ไฟหลังคลอด ตอนที่ 1


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่



การอยู่ไฟ

การอยู่ไฟหลังคลอด เป็นเรื่องคุ้นเคยกันดีและเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนสมัยก่อน เพราะคนสมัยนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว สรีระ หรือหน้าท้อง ทำให้หลังคลอดคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยหรืออักเสบของกล้ามเนื้อบริเวณสันหลังหรือที่ขา ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นวิธีดังกล่าว โดยอาศัยภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่หลังคลอด เพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย แต่สำหรับคุณแม่ยุคใหม่ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักกัน หรือยังไม่เคยเห็นว่าเขาทำกันอย่างไร และคุณแม่บางรายเกิดปัญหาว่าได้รับคำแนะนำหรือถูกบังคับโดยคุณย่าคุณยายให้อยู่ไฟหลังคลอดหลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งการอยู่ไฟจะมีประโยชน์และโทษอย่างไร แล้วสมควรจะทำหรือไม่นั้น ไปดูกันเลยดีกว่าครับ




การอยู่ไฟของคนไทยได้ทำสืบต่อกันมานานแล้ว จนบางคนเรียกระยะหลังคลอดว่า “ระยะอยู่ไฟ” แม้ในวรรณคดีของไทยอันเก่าแก่เองก็ยังกล่าวถึงเรื่องการอยู่ไฟด้วย เพราะเชื่อกันว่าการอยู่ไฟจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยบรรเทาความปวดเมื่อยลงได้ และถือกันว่าเป็นการบำบัดโรคหลังคลอด ทำให้คุณแม่มีสุขภาพดีในภายหน้า เมื่อแก่ตัวลงก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม”




สาเหตุของการอยู่ไฟ

การอยู่ไฟเป็นกระบวนการดูแลหญิงหลังคลอดที่คนสมัยโบราณ “เชื่อว่าจะช่วยทำให้ร่างกายฟื้นจากความเหนื่อยล้าให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นบริเวณหลังและขาที่เกิดจากการกดทับในขณะตั้งครรภ์ได้คลายตัว ช่วยลดอาการปวดเมื่อยตามตัว ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ช่วยปรับสมดุลร่างกายของคุณแม่ให้เข้าที่ อาการหนาวสะท้านที่เกิดจากการเสียเลือดและน้ำหลังคลอดมีอาการดีขึ้น ทำให้มดลูกที่ขยายตัวได้หดรัดตัวหรือเข้าอู่ได้เร็ว พร้อมกับช่วยให้ปากมดลูกปิดได้ดี จึงป้องกันการติดเชื้อในโพรงมดลูกหลังคลอด ทำให้น้ำคาวปลาแห้งเร็ว ลดการไหลย้อนกลับจนนำไปสู่ภาวะเป็นพิษ”




ในสมัยก่อนหมอตำแยจะไม่ได้เย็บแผลช่องคลอดที่ฉีกขาดจากการคลอด จึงต้องให้คุณแม่นอนบนกระดานแผ่นเดียวจะได้หนีบขาทั้งสองข้างไว้ ช่วยให้แผลติดกันได้ แต่เมื่อนอนไปนานๆ ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดความอ่อนล้า เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อจะลุกก็อาจจะเป็นลมได้ จึงต้องมีการผิงไฟเพื่อช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น การไหลเวียนของเลือดจึงดีขึ้นตามไปด้วย และเชื่อกันว่าจะทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วยิ่งขึ้นด้วยครับ




แต่ในสมัยปัจจุบันเมื่อคุณแม่คลอดลูกที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย เมื่อหมอทำคลอดให้เสร็จก็จะมีการเย็บซ่อมแผลที่ฉีกขาด หรือตัดช่องคลอดแล้วเย็บให้เรียบร้อย คุณแม่จึงไม่จำเป็นต้องนอนนิ่งๆ นานๆ แต่อย่างใด เพราะการที่ร่างกายไม่เคลื่อนไหวนั้นจะทำให้น้ำคาวปลาไหลไม่สะดวก คุณแม่จึงมีโอกาสติดเชื้ออักเสบในโพรงมดลูกได้สูงมาก นอกจากนี้การนอนอยู่นิ่งๆ นานๆ ในที่อับลมยังเป็นการเพิ่มความเครียดให้คุณแม่อีกด้วย จึงไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด




ส่วนการที่ต้องผิงไฟอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็จะเสียเหงื่อไปมาก หมอตำแยจึงต้องให้คุณแม่กินข้าวกับเกลือหรือปลาเค็มเพื่อทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับเหงื่อ และสั่งให้งดอาหารแสลงหลายๆ อย่างด้วย เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ เป็นต้น ทั้งๆ ที่อาหารเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ในการเสริมสร้างร่างกายของคุณแม่ในส่วนที่บอบช้ำจากการคลอด และยังมีประโยชน์ต่อการสร้างน้ำนมด้วย คุณแม่จึงไม่ควรงดของแสลงเหล่านี้อย่างที่ปฏิบัติกันมาแต่อย่างใด ยกเว้นแต่ว่าคุณแม่แพ้อาหารชนิดนั้นๆ อยู่แล้ว




การอยู่ไฟสมัยโบราณ

การอยู่ไฟมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดตามแต่จะนิยมกัน ซึ่งผู้คลอดจะนอนอยู่บนกระดานแผ่นใหญ่ที่เรียกว่า “กระดานไฟ” ถ้ายกกระดานไฟให้สูงขึ้นแล้วเลื่อนกองไฟเข้าไปใกล้ๆ หรือเอากองไฟมาก่อไว้ใต้กระดานก็จะเรียกว่า “อยู่ไฟญวน” หรือ “ไฟแคร่” (นอนบนไม้กระดาน ส่วนเตาไฟอยู่ใต้แคร่ มีแผ่นสังกะสีรองทับอีกที เหมือนการนอนปิ้งไฟดีๆ นี่เองครับ) แต่ถ้านอนบนกระดานไฟซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับพื้นและมีกองไฟอยู่ข้างๆ จะเรียกว่า “อยู่ไฟไทย” หรือ “ไฟข้าง” (ก่อไฟอยู่ข้างตัวบริเวณท้อง) บ้างก็เรียกกันไปตามชนิดของฟืน ถ้าใช้ไม้ฟืนก่อไฟก็เรียกว่า “อยู่ไฟฟืน” (นิยมใช้ไม้มะขาม เพราะไม่ทำให้ฟืนแตก) แต่ถ้าใช้ถ่านก่อไฟก็จะเรียกว่า “อยู่ไฟถ่าน” และข้างๆ กองไฟมักจะมีภาชนะใส่น้ำร้อนเอาไว้เพื่อใช้ราดหรือพรมไม่ให้ไฟลุกแรงเกินไป





ขอบคุณเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  “การอยู่ไฟหลังคลอดและการอาบ-อบสมุนไพรจำเป็นหรือไม่”.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)”.  หน้า 378-383.

ผู้จัดการออนไลน์.  “ไขความเชื่อ ‘การอยู่ไฟ’ ตัวช่วยฟื้นสุขภาพแม่หลังคลอด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.manager.co.th.  [26 ม.ค. 2016].



สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2021, 12:51:33 PM »
การอยู่ไฟ : ขั้นตอนการอยู่ไฟ & ประโยชน์ของการอยู่ไฟหลังคลอด ตอนที่ 2


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่



อยู่ไฟ

คนส่วนใหญ่ในสมัยก่อนจะนิยมอยู่ไฟข้างมากกว่าอยู่ไฟแคร่ โดยสามีหรือญาติจะเป็นคนจัดเตรียมที่นอนสำหรับการอยู่ไฟและคอยดูแลเรื่องฟืนไฟที่จะต้องไม่ร้อนเกินไปให้ เพราะคุณแม่จะต้องอยู่ในเรือนไฟนานถึง 7-15 วัน และห้ามออกจากเรือนไฟโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่ปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและไม่สบายได้ การอยู่เรือนไฟในสมัยก่อนนั้นคุณแม่หลังคลอดทุกคนจะต้องเข้าเรือนไฟที่สร้างเป็นกระท่อมหลังคามุงจาก แล้วเข้าไปนอนผิงไฟ พร้อมกับลูกน้อยที่จะเอาใส่กระด้ง ร่วมอยู่ไฟกับคุณแม่บนกระดานไม้แผ่นเดียวและจะต้องทำขาให้ชิดกัน เพื่อให้แผลฝีเย็บติดกัน ซึ่งคนโบราณจะเรียกว่า “การเข้าตะเกียบ” การอยู่ไฟอาจมีการนวดประคบด้วยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในคุณแม่แต่ละคน นอกจากนี้ในทุก ๆ วันคุณแม่ยังต้องอาบน้ำร้อนและดื่มเฉพาะน้ำอุ่น (ห้ามรับประทานน้ำเย็นหรือของเย็น ๆ) และงดอาหารแสลงหลายอย่าง ซึ่งอาหารหลักก็คือการกินข้าวกับเกลือหรือกับปลาเค็ม เพราะคนโบราณเชื่อว่าจะไปทดแทนเกลือที่ร่างกายต้องเสียไปทางเหงื่อที่ไหลออกระหว่างการอยู่ไฟได้



ส่วนทางภาคอีสานจะเรียกการอยู่ไฟว่า “อยู่กรรม” เพราะเชื่อกันว่าคุณแม่คนใดที่ไม่อยู่ไฟ ร่างกายจะผอมแห้ง ผิวพรรณซูบซีด ไม่มีน้ำนม กินผิดสำแดงได้ง่าย ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงของผู้หญิงในสมัยก่อน ส่วนจำนวนวันในการอยู่ไฟนั้น ถ้าเป็นการคลอดครั้งแรกจะอยู่นานกว่าคลอดครรภ์หลัง เมื่ออยู่ครบแล้วก็จะมีพิธีออกไฟในตอนเช้ามืด ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

 

การอยู่ไฟสมัยใหม่

ในบ้านเมืองและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มีคนอยู่หนาแน่นมากขึ้น รวมทั้งสภาพห้องที่ต้องปิดมิดชิด การที่จะก่อไฟบนพื้นบ้านหรือพื้นห้องนอนจึงไม่สามารถทำได้เหมือนแต่ก่อน ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือมีวิวัฒนาการไปตามสภาพสังคม ซึ่งการอยู่ไฟสมัยปัจจุบันนี้จะเปลี่ยนจากการให้ความร้อนทั่วตัวมาเป็นการให้ความร้อนเฉพาะบริเวณหน้าท้องโดยไม่ต้องสุมกองไฟ ที่ใช้กันอยู่ก็มี 2 วิธี คือ


ใช้กระเป๋าน้ำร้อน โดยนำกระเป๋าน้ำร้อนมาวางบริเวณหน้าท้อง ซึ่งวิธีนี้เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของการอยู่ไฟ การใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางก็เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง แต่ถ้ากระเป๋าร้อนเกินไปหรือเกิดรั่วขึ้นมา หน้าท้องก็อาจจะพองได้เช่นกัน

ใช้ไฟชุด หรือ ชุดคาดไฟ เป็นชุดที่ประกอบไปด้วยกล่องอะลูมิเนียมสำหรับใส่ชุดซึ่งเป็นเชื้อไฟ เมื่อจุดไฟแล้วก็ใส่กล่องไว้ กล่องจะร้อน มีสายคาดรอบๆ เอว 3 – 4 กล่อง ลักษณะคล้ายกับสายคาดปืนในหนังคาวบอย บางทีถ้าร้อนมากเกินไปก็อาจทำให้ผิวหนังหน้าท้องพองได้ คุณแม่บางคนจึงพันผ้ารอบๆ กล่องจนหนาก่อนเพื่อป้องกันผิวหนังไหม้พอง

 

 

 

ขอบคุณเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  “การอยู่ไฟหลังคลอดและการอาบ-อบสมุนไพรจำเป็นหรือไม่”.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)”.  หน้า 378-383.

ผู้จัดการออนไลน์.  “ไขความเชื่อ ‘การอยู่ไฟ’ ตัวช่วยฟื้นสุขภาพแม่หลังคลอด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.manager.co.th.  [26 ม.ค. 2016].



สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2021, 10:53:15 AM »
การอยู่ไฟ : ขั้นตอนการอยู่ไฟ & ประโยชน์ของการอยู่ไฟหลังคลอด ตอนที่ 3
 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 

การอยู่ไฟร่วมสมัย

การดูแลคุณแม่หลังคลอดด้วยการอยู่ไฟในปัจจุบันยังคงมีให้เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด ซึ่งยังคงใช้รูปศัพท์เดิม คือ “การอยู่ไฟ” แต่วิธีการได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะการแพทย์สมัยใหม่ได้เข้ามาแทนที่ แต่ช่วงหลังได้มีการส่งเสริมให้มีการอยู่ไฟด้วยแพทย์แผนไทยประยุกต์กันมากขึ้น การอาบ-อบสมุนไพรจึงถือเป็นกระบวนการหนึ่งของการอยู่ไฟด้วย ซึ่งหลักๆ จะประกอบไปด้วยการนวดประคบ การเข้ากระโจม อาบน้ำสมุนไพร และลงท้ายด้วยการนาบหม้อเกลือ (อาจมีบริการเสริมอื่นๆ ด้วยแตกต่างกันไป)



การนวดประคบ โดยใช้ลูกประคบร้อนที่ห่อไปด้วยสมุนไพรต่างๆ มากกว่า 10 ชนิด เช่น ขมิ้น ตะไคร้ การบูร ใบส้มป่อย เถาเอ็นอ่อน ฯลฯ มานวดคลึงตามบริเวณร่างกายและเต้านม หรือนั่งทับลูกประคบ 1 ลูก เพื่อช่วยลดอาการปวดเมื่อยและรักษาแผลหลังคลอด

 

การเข้ากระโจมและอบสมุนไพร ถือเป็นขั้นตอนหลักของการอยู่ไฟเลยก็ว่าได้ เพราะการเข้ากระโจมอบไอน้ำด้วยสมุนไพรนานาชนิดจะช่วยให้รูขุมขนได้ขับของเสียและทำความสะอาดผิวให้เปล่งปลั่งขึ้น ในขั้นตอนนี้จะเป็นการอบตัวด้วยไอน้ำร้อนโดยให้คุณแม่หลังคลอดเข้าไปนั่งบนม้านั่ง แล้วเอาผ้าห่มทำกระโจมคลุมไว้ และส่วนใหญ่จะคลุมศีรษะไว้ด้วย อากาศภายในกระโจมนั้นจะอับมาก อาจโผล่หน้าออกมาได้ แล้วเอาหม้อน้ำที่ต้มเดือดไปใส่ไว้ภายในกระโจม ซึ่งในหม้อนั้นจะมีน้ำสมุนไพรเป็นสารระเหย เช่น มะกรูด ตะไคร้ (ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจคล่องขึ้น), ไพร (ช่วยลดอาการปวดเมื่อย), ขมิ้นชัน (ลดอาการเคล็ดขัดยอก), การบูร พิมเสน (ช่วยให้หายใจสดชื่น), ผักบุ้งแดง (ช่วยบำรุงสายตา), หัวหอมแดง, ใบมะขาม, ใบส้มป่อย, ใบส้มเสี้ยว, เปลือกส้มโอ และสมุนไพรอื่นๆ เพื่อให้สมุนไพรซึมผ่านผิวหนังเข้าไปบำรุงผิวพรรณและขับน้ำคาวปลาได้ดียิ่งขึ้น เมื่ออบตัวเสร็จก็จะเอาน้ำที่เหลือมาอาบหรือทาตัวภายหลังก็ได้ คุณแม่พอคิดสภาพตามแล้วอาจรู้สึกร้อนๆ แต่วิธีนี้ไม่มีอันตรายครับ ถ้าร่างกายโดยเฉพาะใบหน้าไม่ถูกไอน้ำร้อนนานเกินไป ซึ่งไม่น่าจะนานเกิน 15 นาที และคุณแม่ต้องระวังอย่าให้น้ำร้อนลวก วิธีนี้จะทำให้เหงื่อออกมากซึ่งจะเป็นการช่วยลดน้ำหนักไปด้วยในตัวครับ ส่วนคุณแม่ที่มีตู้อบไอน้ำอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอยู่แล้วจะอบไอน้ำก็ได้ แต่อย่าให้นานเกินไป ควรใช้ครั้งละไม่เกิน 15 นาที วันละครั้งก็พอ เพราะถ้านานเกินไปอาจทำให้คุณแม่เป็นลมเนื่องจากร่างกายเสียเกลือแร่ไปมาก แต่ถ้าไม่มีตู้อบก็ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อมาเพื่ออบตัวหลังคลอดครับ เพราะยังมีวิธีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เช่น การบริหารร่างกายหลังคลอด



สมุนไพรอยู่ไฟกระโจมอยู่ไฟ

การนาบหม้อเกลือ หรือ การทับหม้อเกลือ หรือ การนึ่งหม้อเกลือ เป็นขั้นตอนการใช้หม้อเกลือมาประคบหน้าท้องและตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย พร้อมทั้งนวดไปด้วย ความร้อนจากหม้อเกลือจะช่วยให้รูขุมขนเปิด สมุนไพรซึมผ่านลงผิวหนังไปช่วยขับน้ำคาวปลาและของเสียออกมาตามรูขุมขน และช่วยให้มดลูกหดรัดตัวเข้าอู่เร็วขึ้น ซึ่งหม้อเกลือจะเป็นหม้อดินเล็กๆ ใส่เกลือเม็ดแล้วเอาไปตั้งไฟให้ร้อน แล้ววางบนใบพลับพลึง ใช้ผ้าห่อโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง ใช้ประคบหรือนาบไปตามตัวโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง เพื่อหวังจะให้หน้าท้องยุบลง ซึ่งก็ไม่ได้ผลดีเท่าไรครับ แต่การบริหารร่างกายจะช่วยได้มากกว่า เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่นาบหม้อเกลือ หนังหน้าท้องจะหย่อนเหมือนเดิม แถมคุณแม่หลังคลอดบางคนก็นาบด้วยหม้อเกลือจนผนังท้องดำไหม้อยู่ตลอดไป และผิวหนังจะเหี่ยวย่นคล้ายผิวคนแก่ก็มี ผมจึงขอแนะนำว่าถ้าขัดผู้ใหญ่ไม่ได้หรืออยากทำจริงๆ ก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าร้อนมากก็ต้องหยุดทำทันที ทางที่ดีไม่ควรทำเลยครับ อันตราย ส่วนการประคบด้วยลูกประคบที่ประกอบด้วยสมุนไพรชนิดต่างๆ ก็มีประโยชน์ครับถ้าไม่ร้อนมากจนเกินไป

 

การทับหม้อเกลือ

บริการอื่นๆ เช่น การประคบ-นั่งอิฐ เป็นการใช้อิฐมอญย่างไฟร้อนๆ ห่อด้วยใบพลับพลึงและผ้าหนาหลายชั้นมาประคบตามบริเวณร่างกายหรือวางไว้ใต้เก้าอี้เพื่อให้ความร้อนอังบริเวณปากช่องคลอด เพื่อสมานแผลให้หายเร็วขึ้น, การนวดคล้ายเส้นตามกล้ามเนื้อตามจุดต่างๆ ของร่างกาย เช่นใบหน้า ศีรษะ ต้นขา ต้นแขน เพื่อให้กล้ามเนื้อคล้ายตัว กระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและเลือดลม, การดื่มน้ำสมุนไพร อย่างการดื่มน้ำขิงซึ่งจะช่วยปรับสมดุลร่างกายและกระตุ้นเลือดลมให้เดินเป็นปกติ, การสครับขัดบำรุงผิว ด้วยการพอก ขัด ด้วยเกลือสะตุและสมุนไพรชนิดต่างๆ เพื่อช่วยกระชับและบำรุงผิวที่แตกลาย เป็นต้น

 

อยู่ไฟหลังคลอด

อย่างไรก็ตาม การอยู่ไฟข้างต้นนี้เหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่คลอดเองตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถอยู่ไฟได้เลยนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลหรือภายใน 3-7 วันขึ้นไป ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดนั้นจำเป็นต้องรอและให้แผลแห้งสนิทก่อนประมาณ 30 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้แผลอักเสบในขณะทำการอยู่ไฟ สำหรับคุณแม่ที่สนใจจะอยู่ไฟ ก็จะมีศูนย์สุขภาพต่างๆ สปาสุขภาพ คลินิกแพทย์แผนไทย ไปจนถึงบริการอยู่ไฟถึงบ้านแบบเดลิเวอรี่ที่มีบริการดูแลหลังคลอด ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดเป็นระยะตั้งแต่ 3-10 วัน โดยจะเน้นเรื่องของความสวยความงามเป็นหลัก เช่น การลดไขมันหน้าท้อง การทำให้ผิวพรรณผ่องใส ซึ่งจะไม่เหมือนกับในสมัยก่อนครับ อย่างไรก็ดี การเลือกใช้บริการแต่ละอย่างนั้น คุณแม่จะต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยและความชำนาญของผู้ให้บริการด้วย และที่สำคัญการใช้บริการในแต่ละคอร์สค่อนข้างจะมีราคาสูงอยู่พอสมควร ทางที่ดีที่คุณแม่สามารถทำเองได้ง่ายๆ ก็คือ การอาบน้ำอุ่นที่บ้านที่ผสมด้วยสมุนไพรชนิดต่างๆ เช่น ตะไคร้ มะกรูด ผสมกับน้ำอาบก็ได้ครับ

 

สรุป ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของสูติกรรมโบราณที่ในสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนแปลงของร่างกายระหว่างคลอดและหลังคลอด แต่ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือนาบหม้อเกลือนั้นไม่ได้ช่วยให้ร่างกายดีขึ้นเลย แถมยังเป็นอันตรายต่อคุณแม่อีกด้วย ถ้าเลือกได้ก็ไม่ควรทำครับ เพราะอาการอ่อนเพลีย ผนังหน้าท้องหย่อน มดลูกหดรัดตัวน้อยหรือเข้าอู่ช้านั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการนาบหม้อเกลือ การบริหารร่างกายหลังคลอดต่างหากที่สามารถช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของคุณแม่ให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง เพราะช่วยให้มดลูกหดรัดตัวได้ดี ผนังหน้าท้องและผนังช่องคลอดไม่หย่อน ถ้าคุณแม่บริหารร่างกายอย่างเต็มที่ก็จะทำให้เอวมีขนาดเล็กลงเกือบเท่าหรือเท่ากับระยะที่ยังไม่ตั้งครรภ์ น้ำคาวปลาก็หมดเร็ว แถมร่างกายก็แข็งแรงและกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเสียเวลาไปผ่าตัดทำสาวหรือเย็บช่องคลอดใหม่เนื่องจากช่องคลอดหย่อนด้วยครับ

 

 

 

ขอบคุณเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  “การอยู่ไฟหลังคลอดและการอาบ-อบสมุนไพรจำเป็นหรือไม่”.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)”.  หน้า 378-383.

ผู้จัดการออนไลน์.  “ไขความเชื่อ ‘การอยู่ไฟ’ ตัวช่วยฟื้นสุขภาพแม่หลังคลอด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.manager.co.th.  [26 ม.ค. 2016].

 

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2021, 03:16:52 PM »
15 ท่าบริหารร่างกายหลังคลอด & การออกกำลังกายหลังคลอด ตอนที่ 1


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่


การบริหารร่างกายหลังคลอด

การบริหารร่างกายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่หลังคลอดใหม่ๆ ทุกคน เพราะการบริหารจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องซึ่งถูกยืดออกมาหลายเดือนในระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงกล้ามเนื้อรอบๆ ผนังช่องคลอดซึ่งถูกยืดออกมาในระหว่างการคลอดได้หดตัวกลับสู่สภาพปกติมากที่สุด ป้องกันช่องคลอดหย่อนและกะบังลมเคลื่อน และช่วยลดไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย



แม้การบริการร่างกายหลังคลอดจะเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่หลายคน เพราะต่างก็อ้างว่าไม่มีเวลา ลูกร้องกวนตลอดเวลา บ้างก็ว่าเหนื่อย เพลีย ไม่มีแรงบริหารร่างกาย ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมอยากขอร้องให้คุณแม่ทุกคนพยายามบริหารร่างกายให้ได้วันละ 30 นาที ในช่วงที่ลูกหลับหรือมีคนช่วยดูแล โดยอาจแบ่งเป็นช่วงเช้า 15 นาที และเย็น 15 นาทีก็ได้เพื่อคุณแม่จะได้มีเวลามากขึ้น



คุณแม่ที่คลอดตามปกติทางช่องคลอด ไม่ว่าจะคลอดตามปกติหรือใช้เครื่องมือช่วยคลอด 2-3 วันหลังคลอดคุณแม่ก็สามารถเริ่มบริหารร่างกายได้แล้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ในครั้งแรกๆ อาจจะเริ่มบริหารเพียงไม่กี่ท่าหรือท่าละไม่กี่ครั้ง เพราะร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่ แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปทีละนิดเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะทำให้แผลฝีเย็บแตกหรือแผลแยก เพราะมันไม่เกี่ยวกัน ส่วนคุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัด ขอให้รอจนครบ 20 วันขึ้นไปก่อน หรือไม่เกิน 1 เดือนก็ควรเริ่มบริหารร่างกายได้เลย ไม่ต้องรอให้นานกว่านี้ หรือรอจนถึง 2-3 เดือน เพราะถ้าเริ่มทำช้าก็จะได้ผลน้อย และอย่าขี้เกียจนะครับ เพราะมิเช่นนั้นจะเสียใจในภายหลังได้

 

เพราะคุณแม่ที่ไม่ยอมบริหารร่างกายเลยเมื่อมาตรวจร่างกายก็มักจะถามหมอว่าทำไมท้องไม่ยุบสักที และเมื่อตั้งครรภ์ต่อไปก็มักจะมีอาการปวดท้องถ่วงอยู่เกือบตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ผมขอเรียนให้ทราบว่าที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะผนังหน้าท้องหย่อนยานมาก ทำให้มดลูกยื่นออกทางหน้าท้องมากเกินไป เมื่อคลอดลูกเพียงคนสองคน ผนังช่องคลอดก็หย่อนหรือกะบังลมเคลื่อน แต่สถานการณ์เหล่านี้จะบรรเทาลงได้ด้วยการบริหารร่างกายตั้งแต่หลังคลอดใหม่ๆ และการหลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือยกของหนักในช่วงเดือนแรกหลังการคลอด

 

นอกจากนี้ คุณแม่บางคนที่มีเจ้าตัวน้อยคนที่ 2 หรือ 3 ช่องคลอดจะหย่อนมาก เวลาไอหรือจามก็จะมีปัสสาวะเล็ดออกมา ถ้าเป็นมากหรืออายุมากขึ้นก็จะต้องนอนโรงพยาบาลให้หมอผ่าตัดเย็บช่องคลอดใหม่ หรือที่เรียกว่า “การทำรีแพร์” หรือ “ทำสาว” นอกจากจะเจ็บตัวแล้ว ยังเสียเงินเสียทองอีก ดังนั้น คุณแม่ควรถือภาษิตโบราณที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” เพราะถ้ารอให้แย่แล้วจะแก้ไม่ทันนะคะ

 

ประโยชน์ของการบริหารร่างกายหลังคลอด

ช่วยทำให้กล้ามเนื้อตึง ไม่อ่อนปวกเปียก ไขมันส่วนเกินที่จับบริเวณหน้าอก หน้าท้อง และสะโพกจะค่อยๆ ลดลง ช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วและไม่หย่อน ช่วยให้กะบังลมไม่เคลื่อน


ท่าบริหารหลังคลอด

ท่าบริหารร่างกายหลังคลอดต่อไปนี้ เป็นท่าบริหารที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย ที่สามารถช่วยให้รูปร่างของคุณแม่กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยเร็ว และเกือบทุกท่าของการบริหารนี้จะเป็นท่านอน ซึ่งคุณแม่อาจจะนอนบนพื้นหรือนอนบนเตียงที่ไม่นุ่มจนเกินไปก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวก ซึ่งในการบริหารครั้งแรกๆ ขอให้คุณแม่อย่าหักโหม ให้ค่อยๆ ทำไป และค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นวันละนิดละหน่อย จนกว่าจะรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงดีแล้ว คุณแม่จึงสามารถบริหารร่างกายได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ ท่า


1.ท่าบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หน้าท้อง และปอด ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น ไม่หนุนหมอน เหยียดขาตรง แขนแนบกับลำตัว สูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอดอย่างช้า ๆ นับ 1 2 3 พร้อมกับแขม่วท้องไว้สักครู่ พยายามให้บั้นเอวติดพื้น แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ แล้วพักสักครู่ จากนั้นทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง


2.ท่าบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ไหล่ หลัง ลำคอ และลดหน้าท้อง ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วยกศีรษะขึ้นจากพื้นอย่างช้า ๆ จนกระทั่งคางจรดหน้าอก แล้วนับ 1 2 3 (ในขณะที่ยกศีรษะขึ้น ลำตัว แขนและขาต้องเหยียดตรง) จากนั้นค่อยๆ วางศีรษะลงอย่างช้าๆ แล้วทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง สำหรับคุณแม่ที่หน้าท้องหย่อนมากให้ใช้มือทั้งสองข้างประสานกันที่หน้าท้อง กดกล้ามเนื้อลง เมื่อยกศีรษะขึ้น กล้ามเนื้อหน้าท้องจะตึง พยายามใช้มือกดไว้เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องซึ่งแยกจากกันสองข้างกลับเข้ามาติดชิดกันได้ดีมากขึ้น


3.ท่าบริหารกล้ามเนื้อแขน อก และปอด ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วยกแขนทั้งสองข้างชูขึ้นตั้งฉากกับลำตัวจนมือทั้งสองจับกันได้ แล้วค่อยๆ ปล่อยแขนลงอย่างช้าๆ จนกลับมาแนบลำตัวเหมือนเดิม แล้วทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง


4.ท่าบริหารกล้ามเนื้อขา ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วชันเข่าทั้งสองข้างตั้งขึ้นเป็นมุมฉาก โดยให้เข่าทั้งสองชิดกัน เท้าวางราบและห่างกันพอสมควร ยกสะโพกขึ้นโดยใช้กล้ามเนื้อไหล่ยันพื้นไว้ ในขณะเดียวกันให้พยายามหนีบกล้ามเนื้อสะโพกไว้ด้วย ซึ่งท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดบริเวณฝีเย็บนั้นหดรัดตัวได้ดีขึ้น โดยให้ทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง


5.ท่าบริหารกล้ามเนื้อขา สะโพก และหน้าท้อง ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาให้ตั้งฉากกับลำตัว พร้อมทั้งเหยียดขาให้ตรงสักครู่หนึ่ง แล้วกดขาลงที่เดิมอย่างช้าๆ ทำสลับข้างกันให้ครบ 10 ครั้ง เมื่อแข็งแรงดีแล้วให้ลองยกขาพร้อมกันทั้งสองข้าง


6.ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง ไหล่ หลัง และลำคอ ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว เหยียดขาตรง แล้วยกตัวลุกขั้นนั่งโดยงอเข่าและไม่ใช้แขนช่วย แล้วเหยียดแขนไปด้านหน้าให้ขนานกับพื้น จากนั้นค่อยๆ นอนลง ในครั้งแรกให้ทำท่านี้วันละ 1-2 ครั้ง เมื่อแข็งแรงขึ้นจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นวันละ 1 ครั้งทุกวัน จนครบ 10 ครั้งต่อวัน สำหรับแขนอาจจะเปลี่ยนท่าย่อยได้ 3 ท่า คือ แขนวางราบข้างลำตัว ประสานมือทั้งสองข้างบนหน้าอก และประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ซึ่งคุณแม่อาจจะทำทั้ง 3 ท่าย่อยนี้สลับกันไปก็ได้


7.ท่าบริหารหน้าท้อง สะโพก และขา ให้คุณแม่นอนราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว งอเข่าทั้งสองข้างขึ้น โดยให้เข่าชิดกับหน้าท้องหรือหน้าอกให้มากที่สุด และให้ส้นเท้าสัมผัสก้นไว้ แล้วเหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งให้ตรง ค่อยๆ วางขาลงในท่าเดิม นับ 1 2 3 โดยไม่งอเข่าเลย ทำสลับกันทีละข้าง ในครั้งแรกๆ อาจทำน้อยครั้งก่อน เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วจึงค่อยเพิ่มอีกวันละ 1-2 ครั้งทุกวัน จนครบ 10 ครั้ง


8.ท่าบริหารหน้าท้อง ให้คุณแม่นอนราบกับพื้น งอเข่าขึ้น วางแขนขวาไว้ข้างลำตัว ส่วนเท้าวางราบกับพื้น และหายใจเข้าลึกๆ ในขณะที่หายใจออกให้ยกศีรษะ เกร็งกล้ามเนื้อท้องพร้อมกับยกแขนซ้ายมาแตะที่ต้นขาขวา ให้ค้างนิ่งอยู่ในท่านี้สักครู่ แล้วจึงผ่อนคลายกลับมาสู่ท่าเตรียม ให้ทำสลับข้างกันจนครบ 10 ครั้ง

 

 

 

ขอบคุณเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  “การบริหารหลังคลอด”.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)”.  หน้า 402-409.

หนังสือ 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ.  “บริหารร่างกายหลังคลอด”.  (รศ.พญ.สายฝน – นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์)”.  หน้า 276-277.

 

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2021, 10:55:14 PM »
15 ท่าบริหารร่างกายหลังคลอด & การออกกำลังกายหลังคลอด ตอนที่ 2

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่


9.ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง อก สะโพก และช่วยขับน้ำคาวปลา ให้คุณแม่อยู่ในท่าคุกเข่า วางก้นที่ส้นเท้า ยกก้นขึ้นให้เข่าใกล้กับหน้าอกให้มากที่สุดจนเป็นท่าโก้งโค้ง เข่าทั้งสองข้างให้ห่างกันประมาณ 1 ฟุต หน้าอกจะต้องแนบกับพื้น (พยายามอย่ายกหน้าอก) แล้วพักอยู่ในท่านี้ประมาณ 2 นาที เมื่อเสร็จแล้วให้นอนคว่ำตัวราบกับพื้น ศีรษะไม่หนุนหมอน ให้น้ำหนักตัวตกอยู่ที่หน้าท้อง โดยใช้หมอนรองบริเวณหน้าท้อง 1 ใบเพื่อคลายความเมื่อย และให้นอนพักอยู่ในท่านี้ประมาณ 30 นาที ซึ่งท่านี้จะช่วยให้น้ำคาวปลาไหลออกดี และมดลูกกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น

 

10.ท่าบริหารกล้ามเนื้อทั่วตัว ให้คุณแม่คุกเข่าลงกับพื้น ฝ่ามือยันพื้น (เหมือนท่าคลาน) แล้วค่อยๆ ลดข้อศอกลงวางกับพื้น ก้มศีรษะให้คางจรดหน้าอก แขม่วท้อง เกร็งกล้ามเนื้อสะโพกและขา แล้วค่อยๆ ลดสะโพกลงแตะกับส้นเท้า ถอยหลังเล็กน้อย หน้าผากแตะพื้น ขณะนี้แขนจะถูกเหยียดตรง เสร็จแล้วให้ยกลำตัวกลับไปอยู่ท่าเดิม (ท่าคลาน) ในครั้งแรกไม่ต้องทำมาก เมื่อแข็งแรงแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้น จนครบ 10 ครั้งต่อวัน ท่านี้จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยให้มดลูกกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น

 

11.ท่าบริหารอุ้งเชิงกราน เป็นท่าที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้หดตัวเร็วขึ้น โดยให้คุณแม่เริ่มต้นด้วยท่าคลานสี่ขา แยกขาห่างจากกันประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้ แล้วค่อยๆ เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณทวารหนักเพื่อดึงกล้ามเนื้อเชิงกรานเข้ามา โค้งหลังให้สูงขึ้นเหมือนแมวกำลังทำท่าขู่ นิ่งในท่านี้สักครู่แล้วค่อยคลาย ในขณะที่คลายกล้ามเนื้ออย่าแอ่นหลังลง แล้วเริ่มต้นทำซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง

 

12.ท่าบริหารกล้ามเนื้อหลัง ให้คุณแม่ยืนหลังตรงแยกขาออกจากกันประมาณ 30 เซนติเมตร ประสานมือทั้งสองไว้ด้านหลัง ผ่อนคลายสบายๆ แล้วค่อยๆ ก้มตัวลงอย่างช้าๆ จนลำตัวขนานกับพื้น แล้วยกแขนที่ประสานอยู่ด้านหลังให้สูงที่สุด หายใจเข้า หายใจออกลึกๆ 2-3 ครั้ง จึงเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ และทำซ้ำอีกหลายครั้ง

 

13.ท่าบริหารกล้ามเนื้อแขนและไหล่ ให้คุณแม่ยืนตรง แยกขาห่างจากกันประมาณ 30 เซนติเมตร แขนทั้งสองเหยียดหงายขึ้นอยู่ด้านข้างหรือด้านหน้าลำตัว มือทั้งสองข้างกำดัมบ์เบลล์ให้ถนัดมือ (หากไม่มีดัมบ์เบลล์อาจหาอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีน้ำหนักมาใช้แทนกันก็ได้) ออกแรงยกขึ้นจนถึงระดับไหล่ จะยกแขนพร้อมกันทั้งสองข้างหรือยกแขนทีละข้างก็ได้ จากนั้นค่อยๆ วางแขนลงมาอยู่ในท่าเตรียม เพื่อเป็นการผ่อนคลาย ซึ่งท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อแขนและไหล่กระชับยิ่งขึ้น

14.ท่าบริหารกล้ามเนื้อข้างลำตัว ให้คุณแม่ยืนตรง แยกขาห่างจากกันประมาณ 1 เมตร (พยายามยืนให้ตรง เชิงกรานจะได้ตั้งฉากกับพื้นช่วยให้กล้ามเนื้อยืดตัวดีขึ้น) มือซ้ายแตะแนบอยู่ที่สะโพก ค่อยๆ ยกมือขวาให้สูงขึ้นเหนือศีรษะ และเอนตัวตามไปทางซ้ายอย่างช้าๆ จนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อด้านข้างพร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ แล้วนิ่งกลั้นหายใจไว้สักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยืดตัวตรงพร้อมกับหายใจออกและทำซ้ำกับด้านขวาอีกครั้ง

 

15.ท่าบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด ในขณะที่นอนหรือนั่งให้คุณแม่ขมิบช่องคลอดหรือทวารหนักเหมือนกำลังถ่ายปัสสาวะแล้วหดทันที ให้ทำครั้งละ 5-10 นาที หรือขมิบให้ได้วันละ 200 ครั้ง ท่านี้เป็นท่าที่ไม่ต้องหาที่ทางหรือเปลี่ยนอิริยาบถมาทำครับ คุณแม่จึงสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะในขณะทำงาน ให้นมลูก หรือกำลังดูแลลูกน้อยอยู่ก็ทำได้ แถมท่านี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในภายหลังได้อีกด้วย

 

หมายเหตุ : นอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีท่าบริหารร่างกายหลังคลอดอื่นๆ อีกมากมาย เพราะนี่เป็นเพียงท่าง่ายๆ เท่านั้น (แต่ได้ผล) ในระยะ 6 สัปดาห์หลังคลอด ในขณะที่มดลูกยังโตกว่าปกติ ผมยังไม่แนะนำให้ทำการบริหารร่างกายในท่านั่งนานๆ ท่ากระโดด หรือในท่ายืนมากๆ (แต่ไม่ใช่ว่าจะห้ามยืนนะครับ) เพราะจะทำให้มดลูกเคลื่อนต่ำและกะบังลมเคลื่อนได้ง่าย แต่พอหลังจาก 6 สัปดาห์ไปแล้ว โดยทั่วไปมดลูกจะเข้าสู่สภาพเดิมคือมีขนาดเล็กลงและไม่หนัก คุณแม่จึงสามารถบริหารได้ทุกท่า รวมทั้งยังเล่นกีฬาอื่น ๆ ได้ตามปกติ ซึ่งการบริหารร่างกายนี้ควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนหลังคลอด แล้วคุณแม่จะพบว่านี่เป็นวิธีรักษาทรวดทรงให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างดีที่สุดแล้ว

 

ถ้าคุณแม่บริหารร่างกายหลังคลอดได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว รูปร่างของคุณแม่ก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติเหมือนก่อนตั้งครรภ์ และยิ่งถ้าได้ทำอย่างเต็มที่ เสื้อผ้าชุดเก่าๆ ก็จะใส่ได้เหมือนเดิม เมื่อกลับไปทำงานหรือพบเพื่อนฝูง เพื่อนๆ ก็จะแปลกใจและทักว่าคุณแม่ยังสวยเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณแม่ปล่อยตัวไม่บริหารร่างกายเลย ก็อาจจะมีคนสงสัยได้ว่ายังไม่คลอดอีกหรือ เพราะหน้าท้องยังไม่เข้าที่และยื่นอยู่มาก ซ้ำร้ายบางทีอาจถูกนินทาไปเลยว่าคลอดลูกคนเดียวกลายเป็นพะโล้ไปซะแล้ว

 

 

 

ขอบคุณเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  “การบริหารหลังคลอด”.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)”.  หน้า 402-409.

หนังสือ 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ.  “บริหารร่างกายหลังคลอด”.  (รศ.พญ.สายฝน – นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์)”.  หน้า 276-277.

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #50 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2021, 09:12:00 PM »
ของเล่นเสริมพัฒนาการมีความสำคัญอย่างไร

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

ของเล่นเสริมพัฒนาการ คืออะไร

ของเล่นเสริมพัฒนาการ หมายถึงสิ่งของที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ให้แก่เด็ก  สร้างความสามารถในการเรียนรู้ด้านต่างๆและพัฒนาสมองให้เด็กจดจำได้มากขึ้น เช่น



ของเล่นเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นของเล่นประเภท ตุ๊กตาเขย่าให้มีเสียง รถเด็กเล่นสำหรับลากจูง หรือลูกบอล ช่วยให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องตัวมากขึ้น

ของเล่นเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ ได้แก่ ตุ๊กตามีเสียง ของเล่นประเภทเครื่องดนตรี หรือลูกบอล เป็นของเล่นที่มีลักษณะช่วยให้เด็กระบายความโกรธและลดความก้าวร้าวลงได้ ของเล่นประเภทตุ๊กตาตัวใหญ่ๆช่วยให้เด็กเกิดความอบอุ่นและมีเพื่อนเล่น

ของเล่นด้านเสริมการเรียนรู้ เป็นของเล่นที่เด็กต้องใช้การสังเกต การเลียนแบบ และการจดจำ เช่น ตัวต่อ ห่วงเรียงซ้อน ตัวอักษร หรือลูกบอลหลากสี

ของเล่นเสริมพัฒนาการด้านสังคม ของเล่นชนิดนี้เป็นของเล่นที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ลักษณะของเล่น เช่น ลูกบอล ของเล่นที่เป็นบทบาทสมมุติ เช่น อุปกรณ์เครื่องครัว ตุ๊กตาต่างๆ

วิธีเลือกซื้อของเล่นเสริมพัฒนาการ

การเลือกซื้อของเล่นเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อโดยมีหลัก 3 ประการ ดังนี้

 

เลือกของเล่นให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจพฤติกรรมการเล่น รู้ความสามารถของเด็กในแต่ละช่วงวัย เพื่อเลือกของเล่นให้มีความยากง่ายเหมาะกับพัฒนาการการเล่นของเด็ก

เลือกของเล่นตามวัตถุประสงค์ เช่นต้องการกระตุ้นความสนใจและทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ หรือเลือกของเล่นที่สามารถเล่นได้หลาย ๆ คนเพื่อทำให้เด็กเรียนรู้สังคม จากการเล่นกับผู้อื่น

เลือกซื้อโดยคำนึงถึงวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้างของเล่น วัสดุต้องคงทนแน่นหนา ไม่หลุดหรือแตกหักง่าย  ไม่แหลมคม ปลอดภัยสำหรับเด็ก  ทำความสะอาดได้ง่าย มีสีสันสดใสเพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็ก

การเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการที่ดี จึงนอกจากช่วยเสริมพัฒนาการให้กับเด็กในทุกๆด้านของเล่นเด็ก ยังสร้างความสนุกเพลิดเพลินทำให้ไม่ร้องไห้งอแงกวนใจพ่อแม่แล้ว ยังทำให้เด็กที่ติดของใช้ซึ่งเป็นปัญหากับสุขภาพของเด็ก ปรับเปลี่ยนมาติดของเล่นที่เป็นประโยชน์แทน

 

การเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กในแต่ละช่วงวัยจะมีความแตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดจะพบว่าพฤติกรรมของเด็กๆส่วนใหญ่จะเริ่มติดของเล่นหรือของใช้ในช่วงอายุ 10 เดือนจนถึง 1 ขวบ และช่วงนี้เป็นวัยที่กำลังเริ่มเรียนรู้ การเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการให้เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัย จึงเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ทำให้เด็กสนุกเพลิดเพลินและเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #51 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2021, 10:29:45 PM »
ของเล่นเสริมพัฒนาการ จำเป็นต่อพัฒนาการลูกจริงหรือ


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่



การจะเลือกของเล่นให้ลูกสักชิ้นนั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ใช่ สมัยนี้มีของเล่นมากมายที่ถูกโฆษณาว่าเป็น "ของเล่นเสริมพัฒนาการ" แต่ก็อย่างที่เรารู้ๆกันดี เศรษฐกิจยุคนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก การจะซื้ออะไรให้ลูกสุดที่รักเราก็ต้องเลือกแล้วเลือกอีกว่ามันดีจริง คุ้มค่ากับการลงทุน กับของเล่นประเภทเสริมทักษะและพัฒนาการสำหรับเด็กก็เช่นกัน มันสามารถช่วยสร้างเสริมพัฒนาการในตัวลูกเราได้จริงหรือ แล้วหลักในการเลือกของเล่นให้ลูกอย่างเหมาะสมตามวัยมีอะไรบ้าง
เบื้องต้นก่อนเลือกของเล่นให้ลูก

หากคุณพ่อคุณแม่เลือกของเล่นให้ลูกโดยที่ไม่ได้คัดสรรเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยเท่าไหร่นัก ก็อาจจะต้องเสี่ยงกับอันตรายที่จะเข้ามาถึงลูกน้อยได้ง่าย ทีมนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ ได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างเป็ดยางลอยน้ำของเล่นเด็กยอดนิยมมาทำการตรวจ โดยผลการทดลองพบว่า ภายในของเล่นนั้นมีจุลินทรีย์เกาะอยู่หนาแน่นมาก ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราจำนวนมากถึง 75 ล้านเซลล์ ต่อตารางเซ็นมิเมตร ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามารถเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในที่ชื้นแฉะ และสามารถแพร่กระจายไปสู่เด็กๆได้ง่าย

นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุอีกว่า แบคทีเรียหรือเชื้อราที่ปรากฏนั้นจะให้ผลที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของเล่น รวมทั้งการดูแลรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละครอบครัว อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วนักวิจัยพบว่ามีแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตราย ได้แก่ Legionella และ Pseudomonas Aeruginosa ใน 80 เปอร์เซ็นต์ของของเล่นที่ทำการศึกษา

อันตรายอยู่ใกล้ตัวเด็กๆมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญในการเลือกของเล่นให้ลูก ต้องเลือกของที่ดีและมีคุณภาพ เพราะของเล่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยได้มาก
ของเล่นเด็ก มีประโยชน์ยังไง?
ลูกน้อยตั้งแต่ช่วงอายุ 1-3 เดือนแรก อาจจะยังไม่สามารถเล่นอะไรได้มาก เพราะแต่ละวันของเด็กจะหมดไปกับการนอน และตื่นขึ้นมากินนมแม่ แต่เมื่อลูกอายุได้ 4 เดือน เขาจะเริ่มมีพัฒนาการร่างกาย เริ่มจะใช้มือไขว่คว้า เริ่มหัวเราะเวลาที่พ่อกับแม่เล่นด้วย ซึ่งช่วงเวลานี้คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มหาของเล่นที่เหมาะสมกับวัยมาให้ลูกเล่นได้ และเมื่อลูกน้อยโตขึ้นเรื่อยๆตามวัย ก็ค่อยขยับการ เลือกของเล่นให้ลูกที่เหมาะสมกับวัยของเขาต่อไป ซึ่งการเลือกของเล่นให้ลูก ถ้าพ่อแม่เลือกได้อย่างเหมาะสมก็จะเป็นผลดีต่อพัฒนาการของลูกในทุกๆด้าน

เลือกของเล่นให้ลูก วัยแรกเกิด - 6 เดือน
ของเล่นที่กระตุ้นการมอง ได้แก่ ของเล่นที่มีสีสันสดใสเพื่อดึงดูดสายตา เช่น โมบายลวดลาย
ของเล่นที่กระตุ้นการฟังเสียง ได้แก่ ของเล่นที่มีเสียง เช่น กล่องดนตรี ตุ๊กตาที่บีบให้มีเสียง
ของเล่นที่เสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นที่บีบหรือเขย่าแล้วเกิดเสียง ของเล่นที่ใช้มือสอดกำได้ ลูกบอลนุ่ม ตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ เพื่อส่งเสิมการใช้มือ ใช้นิ้วมือสำหรับหยิบจับสิ่งของ
ของเล่นที่เสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือภาพ โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ที่อ่านให้ลูกฟัง
เลือกของเล่นให้ลูก วัย 6-12 เดือน
ของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส ได้แก่ ของเล่นที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น เรียบ หยาบ นุ่ม แข็ง เพื่อกระตุ้นการสัมผัส
ของเล่นเสริมทักษะการสัมผัส ของเล่นที่ดูดหรือกัดได้ เช่น ยางกัดรูปทรงต่างๆ เพื่อกระตุ้นการรับรู้และช่วยลดอาการคันเหงือกของเด็กเมื่อฟันใกล้งอก
ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นประเภทลากจูง เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขา ของเล่นประเภท เล่นลูกบอลนุ่ม บล็อกไม้ใหญ่ๆ กล่องหยอดรูปทรงต่างๆ เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือในการหยิบจับสิ่งของ ของเล่นที่เขย่าให้เกิดเสียง เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก
ของเล่นเสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือที่มีรูปภาพขนาดใหญ่สีสันสดใสซึ่งพ่อแม่ต้องอ่านให้ฟังหรือให้ลูกเปิดหนังสือด้วยตัวเองแล้วออกเสียงตาม ของเล่นลอยน้ำ เช่น หนังสือลอยน้ำ
เลือกของเล่นให้ลูก วัย 1-2 ขวบ
ของเล่นเด็กเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นประเภทดันหรือลากจูง เพื่อช่วยพัฒนากล้ามเนื้อแขนขาในการทรงตัว และฝึกการบังคับทิศทางการเดิน
ของเล่นประเภททุบ ตอกหรือตี เช่น กลองที่มีเสียงต่างๆ ซึ่งนอกจากทำให้เด็กเรียนรู้ความแตกต่างของเสียงแล้ว ยังฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ และการประสานสัมพันธ์ระหว่างสายตาและมือด้วย
ของเล่นเสริมความคิดและสติปัญญา ได้แก่ กล่องหยอดรูปทรงเรขาคณิต เพื่อฝึกการสังเกตและเรียนรู้สี รูปทรงเลขาคณิต หนังสือภาพ เป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษา ดินน้ำมันหรือแป้งโด ช่วยฝึกสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ ในการปั้นให้เป็นรูปต่างๆตามจินตนาการ
เลือกของเล่นให้ลูก วัย 2-4 ขวบ
เสริมกล้ามเนื้อและการประสานสัมพันธ์ ได้แก่ ม้าโยก จักรยานสามล้อ ซึ่งนอกจากความสนุกสนานแล้วยังช่วยให้เด็กฝึกใช้กล้ามเนื้อแขน และขาในการทรงตัว รู้จักสร้างความสมดุลของร่างกาย ชุดฝึกร้อยลูกปัดขนาดต่างๆ เพื่อฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือและนิ้วมือ รวมทั้งช่วยพัฒนาการทำงาน ของสายตาและมือให้สัมพันธ์กัน
ของเล่นเสริมความคิดและสติปัญญา ได้แก่ ชุดแท่งไม้สีสัน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ในการวางแท่งไม้ซ้อนกันเป็นรูปแบบต่างๆ และส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งเรื่องสี รูปทรง และขนาด เป็นการฝึกทักษะการแก้ไขปัญหา การลองผิดลองถูก ฝึกทักษะการสังเกต
ของเล่นเสริมบทบาทสมมติ ได้แก่ ชุดของเล่นเลียนแบบของจริง เช่น ชุดรวมมิตรผักผลไม้ สอนลูกให้เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับผักผลไม้ ชุดบ้านตุ๊กตา ชุดเครนก่อสร้าง หรือชุดร้านค้า เป็นการสอนให้เด็ก รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเองและคนในสาขาอาชีพอื่นๆ
ลูกจะได้ประโยชน์จากของเล่นที่เหมาะสมอย่างไร?
ช่วยให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก สัมผัสจากมือและเท้า
ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น สามารถใช้สมาธิจดจ่อ และอยู่นิ่งได้นานขึ้น
ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ดี จากการที่เด็กได้เล่นของเล่นที่เหมาะสมและถูกใจ
ช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้แก่เด็ก
ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านสังคม เมื่อเขาอยู่ในวัยที่สามารถเล่นกับคนอื่นๆได้ ควรส่งเสริมให้ลูกได้เล่นของเล่นกับเพื่อนๆ แถวบ้าน หรือกับญาติพี่น้องวัยไล่เลี่ยกัน เพื่อเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักแบ่งปัน การเสียสละ และการรอคอย
คุณพ่อคุณแม่รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าจะเลือกซื้อของเล่นให้ลูกครั้งใด อย่าลืมเลือกที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้เป็นหลักนะคะ จะได้เป็นการลงทุนอย่างคุ้มค่า รวมทั้งต้องดูแลให้เขาเล่นและใช้งานอย่างปลอดภัยด้วยเช่นกันค่ะ




ขอบคุณข้อมูลจากเวป motherhood.co.th


สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #52 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2021, 10:15:19 PM »
พัฒนาการทารกแต่ละช่วงวัย ตอนที่ 2

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 

พัฒนาการทางร่างกาย

ขยับแขนขาแรงขึ้น

ยกศีรษะขึ้นเองได้เมื่อต้องนอนคว่ำหน้า

ใช้แขนยันตัวเองขึ้นมาได้เมื่อต้องนอนคว่ำหน้า

เมื่ออายุครบ 4 เดือน เด็กจะเริ่มพลิกคว่ำพลิกหงาย โดยกลิ้งตัวจากหน้ามาหลัง และกลิ้งกลับจากหลังไปหน้าได้ โดยมักกลิ้งจากหน้าไปหลังได้ก่อน

เอื้อมมือจับของและนำมาถือไว้ในท่านอนหงายได้ รวมทั้งเริ่มหยิบของเข้าปากตัวเอง

เรียนรู้การส่งของจากมือข้างหนึ่งไปยังอีกมือข้างหนึ่ง รวมทั้งใช้มือคุ้ยของชิ้นเล็ก ๆ

เมื่ออายุครบ 6 เดือน นั่งได้เองโดยไม่ล้ม โดยจะใช้มือช่วยพยุงตัวเองชั่วครู่ในช่วงแรก และต่อมาจะนั่งได้เองนานถึง 30 วินาที และมากขึ้นเรื่อย ๆ



 

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

แยกความแตกต่างของใบหน้าคนแปลกหน้าและคนที่รู้จักได้

เริ่มให้ความสนใจกับของเล่น สังเกตนิ้วมือและเท้าของตัวเอง รวมทั้งมองเงาสะท้อนของตัวเอง

หัวเราะออกมาเสียงดัง และยังพูดอ้อแอ้

เลียนแบบการแสดงสีหน้าและเสียงของพ่อแม่ ทั้งนี้ ทารกอาจพูดอ้อแอ้และหยุดเว้นช่วง เพื่อรอให้คนที่ตัวเองสื่อสารด้วยโต้ตอบกลับมา

 

วิธีดูแลพัฒนาการทารก ทารกช่วงนี้อยู่ในวัยเรียนรู้และสนุกสนานกับการเล่นไปพร้อมกัน โดยพ่อแม่ต้องช่วยดูแลเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ดังนี้

ควรพูดคุยกับเด็กเรื่อย ๆ รวมทั้งโต้ตอบเมื่อเด็กส่งเสียงอ้อแอ้ โดยใช้คำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เพราะการสื่อสารมีส่วนช่วยในการสร้างพัฒนาการทางภาษา

ให้เด็กนอนคว่ำ และนำของเล่นหรือส่งเสียงเพื่อกระตุ้นให้เด็กหันศีรษะมองตามและฝึกกลิ้งตัว ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงควรจับมือเด็กและพูดกระตุ้นให้เด็กลุกขึ้นยืน โดยนับ 1-3 สามและดึงเด็กให้ลุกขึ้นยืนเบาๆ หากจะฝึกให้นั่ง ควรหาหมอนมาช่วยหนุนตัวเด็กไม่ให้ล้ม

เลือกของเล่นที่มีสีสันสดใสหรือมีเสียง เช่น ของเล่นไขลานที่มีเสียงดนตรี ของเล่นเด็กที่เขย่าแล้วมีเสียง หรือตุ๊กตาตัวนุ่มๆ รวมทั้งเลี่ยงของเล่นที่มีชิ้นส่วนเล็กๆ ทั้งนี้ ควรนำของเล่นออกมาให้เด็กเล่นครั้งละ 1-2 ชิ้น เพื่อฝึกให้เด็กมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ

ลองเลื่อนของเล่นออกห่างจากตัวเด็ก เพื่อกระตุ้นให้เด็กเอื้อมหรือคลานไปหยิบมา

 

อ่านหนังสือให้เด็กฟัง โดยเลือกหนังสือเล่มใหญ่ที่มีภาพสีสันสดใส และบรรยายให้เด็กฟัง จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการพูดและคิด

เล่นจ๊ะเอ๋กับเด็ก หรือเล่นซ่อนหา โดยนำของเล่นไปซ่อนและกระตุ้นให้เด็กหาให้เจอ

ควรกอดและกล่อมเด็ก เพื่อให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

เปิดเพลงหรือดนตรีให้ฟัง เพื่อให้เด็กผ่อนคลาย

ดูแลทารกอย่างใกล้ชิด โดยสังเกตว่าเด็กต้องการ ชอบหรือไม่ชอบอะไร

 

พัฒนาการด้านสังคม

รู้สึกสนุกเมื่อได้เล่น และจะร้องไห้เมื่อหยุดเล่น

เลียนแบบการเล่นทำเสียงได้

มักโผเข้าหาแม่หรือพ่อ และจะร้องไห้ทุกครั้งเมื่อไม่เห็นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงอยู่ใกล้ ๆ

จดจำใบหน้าพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดได้ รวมทั้งรู้จักชื่อของตัวเอง

ความผิดปกติทางพัฒนาการ พ่อแม่ควรพบแพทย์ทันทีหากทารกเกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการ ความผิดปกติเกี่ยวกับพัฒนาการของทารกในช่วงวัยนี้ ได้แก่

กล้ามเนื้อแข็งตึง

ตัวอ่อนปวกเปียกอย่างเห็นได้ชัด

เอื้อมมือไปแตะสิ่งของได้แค่ข้างเดียว

ไม่ปรากฏสัญญาณของการเคลื่อนไหวหรือควบคุมศีรษะ

ไม่ตอบสนองต่อแสงหรือภาพต่าง ๆ

ไม่จับสิ่งของ หรือหยิบสิ่งของใส่ปากตัวเอง

ไม่พยายามกลิ้งตัวหรือนั่ง

ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างเขเข้าหรือเขออก

ไม่หัวเราะหรือร้องออกมา

 

ช่วงวัย 7-9 เดือน ทารกในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่มากขึ้น เมื่อเริ่มเคลื่อนไหวและกลิ้งตัวได้มากขึ้น ทารกจะคิดหาวิธีเคลื่อนไหวไปข้างหน้าหรือข้างหลัง โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการ ดังนี้

 

พัฒนาการทางร่างกาย

เคลื่อนไหวไปมามากขึ้น โดยเริ่มจากหัดคลาน และไถก้นไปกับพื้น ทั้งนี้ เด็กอาจหัดคลานโดยใช้แขนและขาช่วยนอกเหนือไปจากการคลานด้วยมือหรือเข่า อย่างไรก็ตาม ทารกบางคนอาจไม่คลานเลย แต่จะหัดเคลื่อนไหวจากการไถก้นไปกับพื้นไปจนถึงเริ่มเดินได้

นั่งได้เองโดยไม่ล้ม

หมุนกลิ้งได้ทั้งจากหน้าไปหลัง หรือจากหลังมาหน้า รวมทั้งกลิ้งตัวขณะที่หลับอยู่

ดึงตัวเองให้ลุกขึ้นมายืนได้

มักปีนป่ายเก้าอี้หรือโต๊ะ

เรียนรู้การใช้นิ้วมือ รู้จักหยิบของด้วยนิ้วสองนิ้ว รวมทั้งเริ่มปรบมือเป็น

ปีนป่ายและคลานได้

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป pobpad.com

 

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #53 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2021, 10:25:30 PM »
พัฒนาการทารกแต่ละช่วงวัย ตอนที่ 3

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

มีปฏิกิริยาต่อถ้อยคำที่คุ้นเคย โดยเด็กอาจหยุดหรือจ้องหน้าแม่ หากได้ยินคำว่า     “ไม่” รวมทั้งหันมองเมื่อได้ยินคนเรียกชื่อตัวเอง

แยกอารมณ์ความรู้สึกได้จากการฟังน้ำเสียง

เริ่มเปล่งเสียงพูดคำว่า “พ่อ” หรือ “แม่” ได้

รู้จักเรียนรู้การใช้สิ่งของต่าง ๆ

 

พัฒนาการด้านสังคม

เล่นเกมที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น เล่นจ๊ะเอ๋

กังวลเมื่อต้องอยู่กับคนแปลกหน้า เด็กจะไม่อยากอยู่กับคนอื่นนอกจากแม่ หรือจะหาทางหนีไปที่อื่นหากรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ

มีปฏิกิริยาต่ออารมณ์ความรู้สึกที่พ่อแม่แสดงออกมา

วิธีดูแลพัฒนาการทารก ทารกในช่วงวัยนี้ยังคงเรียนรู้และเล่นกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไปพร้อมกัน พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงควรดูแลทารกเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก ดังนี้

ควรพูดคุยกับเด็กเรื่อย ๆ โดยเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง และรอให้เด็กส่งเสียงโต้ตอบกลับมา หรือพูดบางอย่างและให้เด็กพูดตาม



 

หาเวลาเล่นกับเด็ก โดยอาจเล่นอย่างอื่นนอกเหนือจากการเล่นที่เคยเล่นมา เช่น เรียงตัวต่อซ้อนขึ้นเป็นชั้นแล้วให้เด็กพังตัวต่อนั้น รวมทั้งให้เด็กเล่นของเล่นที่เสริมสร้างจินตนาการ เช่น ระบายสีหรือละเลงอาหารบนถาดที่เตรียมไว้

 

อ่านหนังสือให้เด็กฟัง โดยเปลี่ยนน้ำเสียงและแสดงสีหน้าออกมาให้แตกต่างกัน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาของเด็ก รวมทั้งเก็บหนังสือไว้ในที่ที่เด็กหยิบได้ เพื่อให้เด็กหยิบหนังสือมาดูภาพเพื่อผ่อนคลายความเครียด

 

เปิดเพลงหรือดนตรีเบาๆให้เด็กฟัง เพื่อให้เด็กผ่อนคลายและรู้สึกเพลิดเพลิน

หาสิ่งของที่นุ่ม ปลอดภัย เพื่อให้เด็กรู้สึกอุ่นใจที่มีของสิ่งนั้นอยู่ด้วยในกรณีที่ต้องห่างจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยง หรือยามที่เด็กรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

ความผิดปกติทางพัฒนาการ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกตการแสดงออกของทารกว่าเกิดความผิดปกติใด ๆ ขึ้นหรือไม่ โดยความผิดปกติเกี่ยวกับพัฒนาการของทารกในช่วงวัย 7-9 เดือน มีดังนี้

ไม่กลิ้งตัวหมุน หรือไม่ลุกขึ้นนั่ง

ไม่เอื้อมไปหยิบสิ่งของ หรือไม่หยิบสิ่งของเข้าปาก

ไม่ตอบสนองต่อเสียงหรือภาพใดๆ

ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ หรือเลียนแบบเสียงใด ๆ

 

ช่วงวัย 10-12 เดือน ช่วงสุดท้ายของพัฒนาการทารกในช่วง 1 ปีแรกนี้ นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทารก เนื่องจากทารกอายุ 10-12 เดือน กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นเด็กเล็กหัดเดินได้ ทารกจะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ดังนี้

 

พัฒนาการทางร่างกาย

เกาะราวและลุกขึ้นยืนได้เอง และอาจเดินก้าวแรกได้ด้วย โดยเด็กจะก้าวได้เองเมื่ออายุครบ 12 เดือน

เริ่มเดินเตาะแตะเพื่อสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ไปทั่วบ้าน

ปีนป่ายตามเก้าอี้หรือโต๊ะ ซึ่งช่วยกระตุ้นการเดินของเด็ก

วางของเล่นเรียงซ้อนกัน

เปิดหนังสือไปหน้าอื่นขณะที่พ่อแม่กำลังอ่านอยู่

มักช่วยพ่อแม่แต่งตัวให้ตัวเอง

เริ่มหยิบอาหารกินเอง

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

ส่งเสียงอ้อแอ้และพูดคำง่าย ๆ ได้ เช่น คำว่า “หม่ำ ๆ”  “มามา” “ปาปา” หรือ “ดาดา” ได้

มักพูดคำที่พูดได้บ่อยอยู่ 2-3 คำ ซึ่งมักเป็นคำว่า “หม่ำ ๆ” “มามา” และ “ปาปา”

เลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่ เช่น หวีผมตัวเอง กดรีโมตเล่น หรือทำเป็นคุยโทรศัพท์ เป็นต้น

ชี้ไปที่สิ่งของที่อยากได้เพื่อให้พ่อแม่สนใจ

เข้าใจประโยคบางประโยคที่คนใกล้ชิดสื่อสารออกมา รวมทั้งทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้

เปล่งเสียงอุทานออกมาได้

โบกไม้โบกมือ หรือชี้นิ้วไปยังสิ่งของที่อยู่เกินเอื้อม

 

พัฒนาการด้านสังคม

รู้จักแสดงความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบกินอะไร เช่น ทิ้งช้อนไม่กินข้าวต่อ หรือเลื่อนจานอาหารที่ไม่ชอบออกไป

ชอบเล่นเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น เลียนแบบการคุยโทรศัพท์

รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลลัพธ์ เช่น เด็กจะรู้ได้ว่าหากร้องไห้ แม่จะมาหา

วิธีดูแลพัฒนาการทารก ทารกช่วงวัยนี้เริ่มมีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงควรดูแลความปลอดภัยและกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของทารกควบคู่กันไป โดยทำได้ ดังนี้

 

ควรจัดสรรเวลาสำหรับอ่านหนังสือให้เด็กฟังทุกวัน โดยอาจใช้เวลาอ่านหนังสือไม่นาน ทั้งนี้ ควรแสดงสีหน้าหรือแสดงน้ำเสียงประกอบการอ่านให้น่าสนใจ

ควรพูดคุยกับเด็กอยู่เสมอ เช่น เมื่อเด็กเอื้อมมือไปหยิบหนังสือลงมาจากชั้นวางหนังสือ อาจถามหรือพูดคุยกับเด็ก โดยเว้นช่วงให้เด็กส่งเสียงโต้ตอบกลับมา หรือถามคำถามเด็กเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ

 

ทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งซ้ำมากกว่ารอบเดียว เช่น เรียงตัวต่อให้เด็กพังลงมา แล้วเรียงใหม่เพื่อให้เด็กพังลงมาอีกรอบ หรือหากเด็กเปิดหนังสือย้อนกลับไปหน้าที่ผ่านมาแล้ว ก็อ่านหนังสือหน้านั้นให้เด็กฟังอีกครั้ง การทำอะไรซ้ำ ๆ เช่นนี้้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ตัวเด็ก รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็กให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

เปิดเพลงหรือดนตรีคลอเบา ๆ เพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย

 

สอนให้เด็กรู้จักคำง่าย ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งของรอบตัว

ควรดูแลเด็กไม่ให้เข้าใกล้เหตุการณ์หรือสิ่งที่เป็นอันตราย รวมทั้งห้ามปรามเมื่อเด็กทำตัวไม่เหมาะสม โดยอธิบายอย่างใจเย็นและดึงความสนใจเด็กด้วยของเล่นหรือสิ่งที่เด็กชอบ

 

ความผิดปกติทางพัฒนาการ อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงพบสัญญาณที่แสดงความผิดปกติทางด้านพัฒนาการ ควรปรึกษาแพทย์ทันที ซึ่งความผิดปกติเกี่ยวกับพัฒนาการของทารก มีดังนี้

ไม่คลานหรือใช้ลำตัวด้านใดด้านหนึ่งไถไปขณะคลาน

ไม่ยืนแม้พ่อแม่จะช่วยก็ตาม

ไม่แสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น ไม่โบกมือหรือส่ายศีรษะ

ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ หรือพยายามพูดคำว่า “มามา” หรือ “ปาปา”

ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

ไม่ประสานสายตาด้วย

วิธีดูแลความปลอดภัยของทารก

 

พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทารก และดูแลทารกให้ปลอดภัยได้ โดยวิธีดูแลทารกให้ปลอดภัยทำได้ ดังนี้

 

ไม่เขย่าตัวทารก เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อสมองหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต

ควรให้เด็กนอนหลับในท่านอนหงาย เพื่อป้องกันภาวะเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก (Sudden Infant Death Syndrome: SIDS)

ไม่ควรให้เด็กได้รับอันตรายจากควันบุหรี่จากคนที่สูบบุหรี่

ควรให้เด็กนั่งเบาะหลังโดยใช้ที่นั่งสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะเมื่อต้องโดยสารรถยนต์

ควรตัดอาหารเป็นชิ้นเล็ก ๆ และเลี่ยงให้เด็กกินผลไม้ที่มีเมล็ดหรือถั่วต่าง ๆ เพื่อป้องกันไอาหารติดคอ รวมทั้งไม่ให้เด็กเล่นของเล่นที่มีชิ้นส่วนเล็ก ๆ เพื่อป้องกันเด็กเอาเข้าปากและกลืนลงคอ

ไม่ถือของร้อนเข้าใกล้เด็ก

ควรพาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคให้ครบอย่างสม่ำเสมอ

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป pobpad.com

 

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #54 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2021, 08:51:35 AM »
5 ปัญหาผิว ที่พบบ่อยในทารก พร้อมวิธีดูแล


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่


“ปัญหาผิว” ของทารกอาจเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับพ่อแม่มือใหม่ได้นะคะ ดังนั้น คุณควรเรียนรู้เกี่ยวกับอาการเกี่ยวกับผิวของลูกน้อยที่พบได้บ่อยที่สุด เพื่อให้คุณสามารถทราบวิธีการดูแลและรักษาผิวของเขาได้ค่ะ


ผดผื่นในทารกแรกเกิดเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยที่สุดสำหรับการไปพบแพทย์ และพวกมันจะน่าวิตกเป็นพิเศษเมื่อปรากฏบนใบหน้าที่สวยงามของทารก แต่คุณไม่ต้องกังวล พวกมันมักจะรักษาให้หายได้ สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องเรียนรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้แก้มของลูกน้อยเกิดผดผื่น เพื่อที่คุณจะได้ลดเวลาในการไปพบกุมารแพทย์ลง



โรคผิวหนังอักเสบและผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema & Atopic dermatitis)
ปัญหาผิว - eczema
มีอาการแห้ง คัน และแตก
แก้มที่เป็นสีแดงของเด็กน้อยอาจดูน่ารัก แต่ก็เป็นสัญญาณของโรคผิวหนังอักเสบหรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนังซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่พบบ่อยที่สุดในทารก ทารกที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ มีปัญหาในการกักเก็บความชุ่มชื้น ดังนั้น ผิวหนังจึงแห้ง คัน และแตก ซึ่งเหมาะสมมากสำหรับสิ่งระคายเคืองภายนอกที่จะเข้ามาก่อให้เกิดปัญหา ใบหน้าของทารกเป็นหนึ่งในบริเวณแรกที่อาการผิวหนังอักเสบจะปรากฏขึ้น โดยปกติจะเริ่มมีในวัยทารก โดย 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะมีอาการในปีแรกของชีวิต และ 90 เปอร์เซ็นต์มีอาการก่อนอายุ 5 ขวบ


สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่ ขนสัตว์ ความร้อน หรือสารเคมีในสบู่ น้ำหอม โลชั่น และผงซักฟอก ระวังสัญญาณของโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล โรคหอบหืด หรืออาการของผื่นแดงล้อมรอบที่เกิดจากอาหารบางกลุ่ม


แพทย์มักจะรักษาด้วยการให้ความชุ่มชื้นอย่างเข้มงวด และอาจสั่งครีมสเตียรอยด์สำหรับกรณีที่ร้ายแรง


สิวในทารก (Baby acne)
ปัญหาผิว - สิวทารก
เกิดขึ้นได้กับทารกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์
คุณสามารถโทษฮอร์โมนในตัวแม่ที่ข้ามผ่านทางรกสำหรับสิวและตุ่มหนองบนใบหน้าของทารกแรกเกิดได้อย่างเต็มที่ โปรดทราบไว้ว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวในการจัดการกับสิวของทารก แต่มันเกิดขึ้นกับทารกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และความร้อน การร้องไห้ หรือผงซักฟอกที่รุนแรง สามารถทำให้สิ่งต่าง ๆ แย่ลงได้ แต่ไม่ต้องกังวล เพราะสิวจะหายไปในที่สุด สิวในทารกแรกเกิดมักจะหายได้เองภายใน 3 เดือน ในระหว่างนี้ให้ปลอบประโลมผิวของลูกน้อยด้วยน้ำยาทำความสะอาดอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่สบู่ และมีค่า pH เป็นกลาง และใช้โลชั่นที่ปราศจากน้ำหอมและไม่อุดตันเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวของทารก สำหรับสิวที่ยังดื้อรั้น แพทย์อาจสั่งยาเพื่อแก้ไขอาการให้หมดไป


สิวข้าวสาร (Milia)
ปัญหาผิว - สิวข้าวสาร
พบในเด็กแรกเกิดมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์
ซีสต์เล็ก ๆ สีขาวคล้ายไข่มุกเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ที่หน้าผาก จมูก แก้ม หรือคางของทารก มักสังเกตเห็นตั้งแต่แรกเกิด และเกิดขึ้นในทารกแรกเกิดมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่ามันจะน่าดึงดูดแค่ไหน แต่อย่าไปบีบหรือแกะมัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิวและการยุ่งกับมันจะนำไปสู่การระคายเคืองโดยไม่จำเป็น แม้ว่าจะไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดและไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่สิวข้าวสารส่วนใหญ่จะคงอยู่ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ดังนั้น เพียงแค่รอ แล้วทุกอย่างจะเป็นปกติเอง


ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสที่ระคายเคือง (Irritant contact dermatitis)
ปัญหาผิว - สิ่งกระตุ้น
ตัวการหลักคือน้ำลายไหลและการกินอาหารที่เลอะเทอะ
ตามที่ชื่อของมันบอกไว้ ผื่นนี้จะปรากฏขึ้นเมื่อผิวของทารกอักเสบจากสารระคายเคือง รอยแดงและตุ่มสีชมพูส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณปาก จึงช่วยให้ระบุได้ง่าย ตัวการที่พบบ่อยสำหรับเด็กแรกเกิด ได้แก่ น้ำลายไหล และการกินอาหารที่เลอะเทอะ อย่าสับสนกับอาการผิวหนังอักเสบทั่วไป เพราะผิวของที่อักเสบจากสารระคายเคืองจะไม่รู้สึกคัน


แก้ม คาง และคอของทารกแรกเกิดมีความอ่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้นและเริ่มรับประทานอาหารแข็ง ทาเกราะป้องกัน เช่น ปิโตรเลียมเจลลีลงบนผิวของลูกก่อนเวลาอาหารเพื่อลดรอยแดง


โรคแผลพุพอง (Impetigo)
ปัญหาผิว - แผลพุพอง
แพทย์มักสั่งยาทาหรือยากินให้
แผลพุพองคือการติดเชื้อที่ติดต่อได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรีย Staph หรือ Strep เข้าสู่ผิวหนังผ่านแผลเปื่อย บาดแผล หรือรอยขูด หรือแม้กระทั่งการที่ลูกน้อยข่วนใบหน้าตัวเองด้วยเล็บเล็ก ๆ ของพวกเขา แผลพุพองที่เต็มไปด้วยหนองและคราบสีน้ำผึ้งเกรอะกรัง โดยเฉพาะบริเวณจมูกและปาก เป็นสัญญาณบ่งชี้ของการติดเชื้อนี้ แพทย์จะรักษาแผลพุพองด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะที่หรือยาแบบรับประทาน หลังการรักษา 24 ชั่วโมง ลูกของคุณจะไม่ติดเชื้ออีกต่อไป





ขอบคุณข้อมูลจากเวป motherhood.co.th



สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #55 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2021, 01:07:46 PM »
สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ เมื่อจะดูแล “ผิวทารก”


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่



เมื่อทารกน้อยออกมาลืมตาดูโลก สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ก็คือ วิธีดูแล “ผิวของทารก” เพื่อปกป้องพวกเขาจากความรู้สึกไม่สบายผิว ผดผื่น โรคผิวหนัง และปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง


เป็นความจริงที่ว่าเด็ก ๆ ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคู่มือ ดังนั้นหากคุณมีทารกแรกเกิดอยู่ที่บ้าน และสงสัยว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหนในการดูแลความต้องการของพวกเขา ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างแน่นอน


โชคดีที่มีสกิลพื้นฐานง่าย ๆ ที่ง่ายพอที่จะคุณจะฝึกมันจนเชี่ยวชาญภายในระยะเวลาที่กำหนด นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ เมื่อต้องอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม รวมทั้งการเลือกซื้อของ (เพราะมีของเยอะ) และอื่น ๆ อีกมากมาย


ต้องดูแลผิวทารก
หมั่นทาโลชั่นเพื่อให้ผิวชุ่มชื่นอยู่เสมอ
การอาบน้ำ 101
ทารกต้องการการอาบน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำร้อน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อรักษาความสะอาด ขั้นตอนแรกในการอาบน้ำทารกที่ดีคือหาอุณหภูมิที่เหมาะสม จากนั้นเติมน้ำไม่เกิน 2-3 นิ้วลงไปในอ่างอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยของคุณเป็นหวัด ขณะอาบน้ำให้เทน้ำลงบนไหล่ของพวกเขาเป็นประจำ


จุ่มผ้าขนหนูลงในน้ำที่เป็นฟองแชมพู แล้วใช้แชมพูเด็กล้างหนังศีรษะของทารกเบา ๆ ไปด้วย ในการทำความสะอาดใบหน้าของทารก ให้ชุบสำลีก้อนแล้วซับลงไปเบา ๆ บนผิว


ในการยกลูกน้อยของคุณออกจากอ่าง ให้วางมือข้างหนึ่งไว้ที่คอของพวกเขาเพื่อพยุงศีรษะ และใช้มืออีกข้างหนึ่งรองรับก้น โดยใช้นิ้วของคุณโอบรอบต้นขาข้างหนึ่ง ห่อด้วยผ้าขนหนูมีฮู้ด เมื่อเช็ดตัวเขาแห้งแล้ว ให้ทาเบบี้โลชั่นทันทีเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง


พื้นฐานการใช้ผ้าอ้อม
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณจะต้องทำเพื่อลูกน้อยของคุณเมื่อพวกเขายังเป็นทารกรวมถึง – ใช่แล้ว – การเปลี่ยนผ้าอ้อมจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมของเด็กบ่อย ๆ เช็ดผิวก้นของเขาเบา ๆ แต่ให้สะอาดทุกครั้งด้วยผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับเด็ก


จากนั้นจุ่มครีมทาผื่นผ้าอ้อมหรือใช้น้ำอุ่นจากขวดฉีดที่ก้นลูกน้อยแล้วค่อย ๆ ซับให้แห้ง รอสักครู่ให้ผิวได้ผึ่งลม เพื่อไม่ให้ความชื้นทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมและเกิดการระคายเคือง นอกจากนี้ อย่าลืมซื้อผ้าอ้อมเด็กที่ปราศจากน้ำหอม และควรเลือกขนาดที่ไม่พอดีตัวเด็กจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการเสียดสี


คำนึงถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ผลิตขึ้นสำหรับทารกโดยเฉพาะ เช่น แชมพูปราศจากน้ำหอม เจลอาบน้ำ และโลชั่น ในแต่ละครั้งที่คุณใช้ ให้ระวังปฏิกิริยาของทารกด้วย ในกรณีที่พวกเขาแพ้


สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวของทารกแรกเกิดด้วย ดังนั้น ควรมีโลชั่นไว้ให้เพียงพอ หรือขี้ผึ้งที่มีความหนาสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ผิวของลูกน้อยนุ่มได้ดียิ่งขึ้น


หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีกลิ่นหอม มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย และระงับกลิ่นกายเช่นกัน เพราะอาจรุนแรงเกินไป อย่าเพิ่งใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จนกว่าลูกของคุณจะเข้าวัยหัดเดิน สบู่เด็กคือสิ่งดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณ


ผิวทารกต้องดูแล
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวทารกอย่างระมัดระวัง
ระวังสภาพอากาศ
โดยทั่วไปเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนควรได้รับการปกป้องจากการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงดังเช่นที่สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP) แนะนำ แต่คุณสามารถทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อย ในบริเวณเล็ก ๆ ของร่างกาย เช่น ใบหน้าสำหรับทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป หรือทาให้ทั่วสำหรับเด็กโต


ต่อมเหงื่อที่ไม่ได้รับการพัฒนาของทารกมักจะเสี่ยงต่อการเป็นผื่นจากความร้อนได้ง่าย เพื่อป้องกันปัญหานี้ ให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลวม ๆ และสวมหมวกเพื่อป้องกันแสงแดด


ในฤดูหนาวสภาพอากาศที่แห้งอาจเป็นอันตรายต่อผิวของลูกน้อยได้ ดังนั้น ควรใช้เครื่องทำความชื้นแบบละอองเย็นเพื่อให้อากาศชุ่มชื้น อย่าลืมทำความสะอาดเครื่องทำความชื้นอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นอาจเกิดเชื้อราได้ นอกจากนี้ควรให้น้ำแก่ลูกน้อยของคุณเพื่อให้ร่างกายชุ่มชื้นในช่วงเดือนที่อากาศหนาวและแห้ง


สำหรับการแต่งตัวของลูกน้อยของคุณ เป็นความคิดที่ดีที่จะแต่งกายให้ลูกน้อยของคุณเป็นชั้น ๆ ตลอดทั้งปี เพื่อที่คุณจะได้เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่เหมาะสมได้ระหว่างวัน เพื่อป้องกันแสงแดด ความร้อน หรือความเย็น แต่อย่าใช้น้ำยาซักผ้าที่มีกลิ่นหอมซึ่งอาจทำให้ผิวบอบบางระคายเคือง





ขอบคุณข้อมูลจากเวป motherhood.co.th



สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #56 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2021, 06:30:21 PM »
โรคลิ้นหัวใจรั่ว อีกโรคที่ทารกแรกเกิดเป็นกันมาก


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่


เชื่อไหมคะว่าเด็กทารกแรกเกิดทุก ๆ 100 คน จะมี 1 คน ที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งชนิดที่พบได้มากก็คือ “โรคลิ้นหัวใจรั่ว” ไม่ว่าจะเป็นผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจด้านบนหรือด้านล่างรั่ว อาการนี้สามารถเป็นมาแต่กำเนิดหรือตั้งแต่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ แล้วเราจะทราบหรือจะป้องกันได้อย่างไรบ้าง มาติดตามบทความด้วยกันค่ะ



โรคลิ้นหัวใจรั่วในเด็ก
บางครั้งโรคก็ไม่แสดงอาการให้เห็นในตอนยังเป็นทารก
สาเหตุหลักของโรคลิ้นหัวใจรั่ว
เกิดความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด โดยอาจไม่แสดงอาการให้เห็นตั้งแต่ในวัยเด็กหรือตั้งแต่แม่ยังตั้งครรภ์
โรคหัวใจรูห์มาติค เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก เมื่อร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านหัวใจตนเอง ทำให้เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ผลที่ตามมาคือลิ้นหัวใจมีความหนาขึ้นมาก ทำให้ลิ้นหัวใจตีบและรั่ว
อาจเกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบและเป็นรู เชื้อโรคเหล่านั้นอาจเข้ามาทางช่องปาก การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันของผู้ที่ใช้ยาเสพติด การเจาะตามร่างกาย เป็นต้น
ลิ้นหัวใจเสื่อมไปตามอายุ เนื่องจากหัวใจเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงดันจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้น การเสื่อมจึงเกิดขึ้นได้ ลิ้นหัวใจจะหนาขึ้นและเริ่มมีหินปูน (Calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท


การวินิจฉัย
การตรวจหาโรคลิ้นหัวใจรั่วที่ให้ผลแม่นยำและเป็นมาตรฐานจะทำการตรวจโดยการใช้คลื่นเสียงสะท้อนหรือเครื่องอัลตราซาวด์ การตรวจชนิดนี้เรียกว่า เอคโค่ (Echocardiogram) เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนเป็นภาพหัวใจ เพื่อตรวจดูอย่างละเอียดเป็นพิเศษภายในหัวใจและหลอดเลือด โดยกุมารแพทย์ด้านโรคหัวใจเด็ก วิธีนี้เป็นการใช้คลื่นเสียงเหมือนการทำอัลตราซาวด์ ซึ่งสามารถที่จะบอกรายละเอียดของความผิดปกติภายในหัวใจและเส้นเลือดใหญ่บริเวณใกล้หัวใจได้ นับว่าเป็นวิธีการตรวจที่ทำได้รวดเร็วและแม่นยำ โดยไม่มีข้อเสียหรือความเสี่ยงใด ๆ

โดยส่วนใหญ่การตรวจแบบใช้เครื่องอัลตราซาวด์จะกินเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น เราก็สามารถรู้ผลการตรวจได้ว่าลิ้นหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่และสภาพการทำงานของมันเป็นอย่างไร เช่น ทิศทางการไหลเวียนของเลือด จังหวะการสูบฉีดเลือดของหัวใจเมื่อมีการหายใจเข้าออก การปิดเปิดของลิ้นหัวใจเมื่อเลือดสูบฉีดว่ามีการรั่ว หย่อนยาน หรือปูดขึ้นบ้างหรือไม่ ทั้งนี้แพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสม ว่าจะรักษาด้วยวิธีการใดถึงจะเหมาะสมกับอาการที่เป็นอยู่


การรักษาโรคลิ้นหัวใจรั่ว
การรักษานั้นแพทย์จะประเมินจากอาการ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป
การรักษา
แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าใจว่าสมควรที่จะผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่เกิดการชำรุดหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค แพทย์จะผ่าตัดให้เฉพาะในรายที่ลิ้นหัวใจชำรุดมากเท่านั้น หากชำรุดเพียงเล็กน้อย เช่น ผนังกั้นห้องหัวใจส่วนล่างรั่ว (Ventricular Septal Defect : VSD) ที่รอยรั่วขนาดไม่ใหญ่รัก รอยรั่วนั้นก็อาจจะปิดได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น แพทย์จึงมักจะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวและเฝ้าติดตามอาการไปเรื่อย ๆ ก่อน ซึ่งการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจสำหรับผู้ป่วยบางรายอาจต้องมีการผ่าตัดซ่อมแซมซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายและการดูแลผู้ป่วยแต่ละราย





ขอบคุณข้อมูลจากเวป motherhood.co.th


สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #57 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2021, 09:17:34 PM »
10 อาการของ “ทารกแรกเกิด” ที่ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป

มีหลายสิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องใส่ใจ เมื่อ “ทารกแรกเกิด” ได้ลืมตามาดูโลก แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของลูกน้อยมากที่สุด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณควรตัดความกังวลทิ้งไปซะ

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท [u=https://www.baby8slot.com/]ของเล่นเสริมพัฒนาการ[/u] ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 



สัมผัสกระหม่อมบนศีรษะของทารก
หากคุณเคยทำสิ่งนี้ก็ไม่ต้องกังวลไป เมื่อคุณสัมผัสกระหม่อมของทารก นั่นไม่ได้แปลว่าคุณจะสัมผัสสมองของเขา แล้วคุณกำลังสัมผัสอะไรอยู่ ? มันคือเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีความหนาและป้องกันได้ดี กระหม่อมมีอยู่เพื่อที่จะเคลื่อนตัวผ่านช่องคลอดที่แคบได้อย่างปลอดภัย กะโหลกศีรษะของทารกมีความยืดหยุ่น ดังนั้น ศีรษะที่อ่อนนุ่มของลูกน้อยของคุณจึงรอดชีวิตจากการคลอดที่ค่อนข้างทุลักทุเลโดยไม่ทำอันตรายใด ๆ

 

เห็นชีพจรของทารกในกระหม่อม
สิ่งที่คุณเห็นคือการทำงานปกติของระบบไหลเวียนโลหิตของทารก เนื่องจากกระหม่อมครอบคลุมพื้นที่ของกะโหลกศีรษะที่ยังไม่หลอมรวมกัน มันจึงอ่อนนุ่ม ซึ่งทำให้มองเห็นเส้นเลือดและหลอดเลือดแดงได้ชัด

 

กระหม่อมทารกแรกเกิด

กระหม่อมของเด็กจะเห็นชัดเป็นธรรมดา แต่กะโหลกจะค่อย ๆ ปิดเอง

เลือดในผ้าอ้อมของทารกหญิงตัวน้อย
ในระหว่างตั้งครรภ์การเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนของมารดาสามารถกระตุ้นมดลูกของทารกในครรภ์หญิงได้ ภายในสัปดาห์แรกของชีวิต ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทารกเพศหญิงจะมีช่วงเวลาที่คล้ายกับการเป็นประจำเดือนสั้น ๆ ซึ่งมดลูกจะหลั่งเลือดออกมาเล็กน้อยเท่านั้น

 

โพรงเล็ก ๆ ในอกของทารก
วางใจได้เลย นี่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากระดูกหน้าอกประกอบด้วยสามส่วน การเยื้องที่คุณเห็นน่าจะเป็นชิ้นส่วนด้านล่างที่เยื้องไปทางด้านหลัง เมื่อลูกของคุณโตขึ้น กล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้องจะดึงมันให้ตรงขึ้นเอง โดยที่ก่อนหน้านั้น ชั้นของไขมันทารกจะปกปิดลักษณะทางกายวิภาคของทารกแรกเกิดเอาไว้

 

อึนุ่มเหลวหลังจากการให้นมทุกครั้ง
ทารกที่กินนมแม่อาจขับถ่ายหลังกินนมแต่ละครั้ง เนื่องจากนมแม่ย่อยเร็วมาก (ทารกที่กินขวดนมอาจมีการเคลื่อนไหวของลำไส้น้อยลง) สำหรับปัญหาที่ไม่สบายตัวที่พ่อแม่เป็นห่วง ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่จะอึนิ่มเพราะทารกกินอาหารเหลวทั้งหมด

 

ทารกแรกเกิดสะอึก

การสะอึกไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับทารกน้อย

สะอึกอย่างต่อเนื่อง
ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจเช่นกันว่าทำไมเด็กทารกถึงสะอึกมาก บางคนบอกว่ามันเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างสมองและกะบังลม ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ควบคุมการหายใจ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไร โดยทั่วไปแล้วอาการสะอึกเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายในวัยเด็ก

 

ร้องไห้
ทารกแรกเกิดมีระบบประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่และสะดุ้งได้ง่าย ซึ่งเป็นเพียงสองสาเหตุที่ทำให้เขาร้องไห้ออกมามาก และการร้องไห้เป็นวิธีเดียวในการสื่อสารความต้องการของทารก พูดง่าย ๆ คือเขาร้องไห้บ่อยมากแม้ว่าเขาจะดูเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่ได้กำลังทำร้ายตัวเอง

 

สิวทารกแรกเกิด

ทารกแรกเกิดจะมีผื่นที่คล้ายสิวตามแก้มเป็นปกติ

ผื่นคล้ายสิวบนใบหน้า
เนื่องจากฮอร์โมนของมารดายังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายทารกแรกเกิดจำนวนมากจึงมีสิวซึ่งมักเกิดขึ้นระหว่าง 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน มันไม่เป็นอันตราย แต่คุณต้องทำความสะอาดผิวให้ทารกอย่างอ่อนโยน

 

หน้าอกบวมในเด็กหญิงแรกเกิด … หรือเด็กชาย
ฮอร์โมนชนิดเดียวกันที่ทำให้ทารกเพศหญิงมีประจำเดือนเป็นช่วงสั้น ๆ สามารถทำให้หน้าอกของทารกทั้งสองเพศบวมได้ มันอาจจะดูน่ากลัว แต่มันจะคงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น และไม่ได้เป็นอันตราย

 

ทารกแรกเกิดจาม

การจามเป็นการปรับตัวของทารกเมื่อออกมาอาศัยนอกครรภ์มารดา

จามตลอดเวลา
ทารกมีจมูกเล็ก น้ำมูกเพียงเล็กน้อยก็ทำให้จามได้ และเนื่องจากทารกแรกเกิดของคุณเพิ่งโผล่ออกมาจากที่ที่เปรียบเสมือนบ้านที่มีน้ำขังในมดลูกของคุณ เขาจึงมีแนวโน้มที่จะมีเลือดคั่งเล็กน้อยในจมูก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการจามได้ เว้นแต่การจามของเขาจะมาพร้อมกับน้ำมูกข้นสีเหลือง ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นหวัด การจามทั้งหมดเป็นเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น เขาจะเติบโตไปตามปกติ

 

การให้ความระมัดระวังต่อเรื่องสุขภาพของทารกแรกเกิดนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะหากเกิดปัญหาใดขึ้นมาจะได้ติดต่อแพทย์อย่างทันการ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทราบไว้ด้วยเช่นกันว่าอาการแบบไหนที่เราไม่จำเป็นต้องกังวลกับมันมากจนเกินพอดี เพื่อที่คุณจะได้เลี้ยงเจ้าตัวน้อยอย่างมีความสุขค่ะ

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป motherhood.co.th

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • ดูรายละเอียด
Re: จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก
« ตอบกลับ #58 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2021, 05:34:06 PM »
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อีกโรคที่พบบ่อยในทารก

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 



 

เรื่องสุขภาพของลูกเป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ล้วนกังวลมากที่สุดเลยนะคะ โดยเฉพาะตอนที่เขายังเป็นทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด” ที่พบได้บ่อยในเด็ก และหากมีภาวะแทรกซ้อนมากก็ส่งผลถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น จึงอยากจะนำแนะโรคนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักกันเอาไว้ค่ะ

 

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease) เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก มันคือภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า หรือมีขนาดตัวที่เล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

 

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านพยาธิสภาพ อาการ และอาการแสดง ดังนั้นการรักษาและการดูแลจึงต้องแตกต่างกันไปตามแต่ละกรณี แต่หากได้รับการวินิจฉัยล่าช้า สามารถส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้

 

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดคือ

หากเกิดภาวะแทรกซ้อนก็อันตรายถึงชีวิต

สาเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดนัก แต่ความปกตินั้นเกิดขึ้นในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งอาจมีส่วนสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสในช่วง 3 เดือนแรก หรือเกิดจากกรรมพันธุ์

 

ชนิดของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

ชนิดเขียว
 

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่าชนิดมีอ็อกซิเจนในเลือดต่ำ เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด หรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้เลือดดำปนกับเลือดแดงที่ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ส่งผลให้ทารกเกิดภาวะขาดอ็อกซิเจน ผิวจึงมีสีเขียวคล้ำอมม่วง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนตอนทารกร้องไห้หรือดูดนม อาการเขียวมักพบได้ตามปลายมือ ปลายเท้า ริมฝีปากมาแต่กำเนิด หรือค่อย ๆ เขียวมากขึ้นหลังคลอด ในรายที่มีอาการเขียวมากและเรื้อรัง จะพบว่ามีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าปุ้ม นอกจากนี้อาจยังมีความผิดปกติอื่น ๆ ที่ค่อนข้างรุนแรง

 

โรคหัวใจชนิดที่พบได้บ่อยในกลุ่มนี้คือ ชนิดที่มีรูรั่วที่ผนังกั้นระหว่างห้องล่างของหัวใจร่วมกับการตีบของทางออกของห้องล่างขวา (Tetralogy of Fallot หรือ TOF) โรคหัวใจแต่กำเนิดชนิดที่มีอาการตัวเขียวชนิดอื่นๆ ที่สามารถพบได้ เช่น

 

ชนิดที่เส้นเลือดใหญ่ของหัวใจและปอดสลับกัน (Transposition of great artery หรือ TGA)

ความผิดปกติของเส้นเลือดปอดที่นำเลือดกลับมายังหัวใจ (Total anomalous pulmonary venous connection หรือ TAPVC)

โรคหัวใจพิการแบบซับซ้อน (Cyanotic complex congenital heart disease)

ชนิดไม่เขียว
 

เกิดขึ้นจากความผิดปกติในโครงสร้างของระบบหลอดเลือดและหัวใจ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่เกิดการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดง โดยความผิดปกติอาจเกิดขึ้นบริเวณผนังกั้นหัวใจมีรูลิ้นหัวใจที่ปิดไม่สนิท (รั่ว) หรือไม่กว้างเท่าปกติ (ตีบ)

 

โรคหัวใจชนิดที่พบได้บ่อยในกลุ่มนี้คือ การมีรูรั่วของผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจห้องล่าง (Ventricular septal defect หรือ VSD) โรคหัวใจแต่กำเนิดชนิดที่ไม่มีอาการตัวเขียวชนิดอื่นๆ ที่สามารถพบได้บ่อย เช่น

 

การมีความผิดปกติของเส้นเลือดใหญ่ระหว่างหัวใจและปอด
(Patent ductus arteriosus หรือ PDA)

การมีรูรั่วของผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจห้องบน (Atrial septal defect หรือ ASD)

การมีรูรั่วของผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจห้องบนและล่าง (Atrioventricular septal defect หรือ AVSD)

ชนิดของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือชนิดเดียว และชนิดไม่เขียว

อาการของโรค

อาการสามารถเริ่มได้จากไม่มีอาการเลย จนถึงอาการรุนแรง ส่วนอาการที่มักพบได้บ่อยและทำให้พ่อแม่สงสัยว่าลูกน้อยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือไม่ มีดังนี้

 

เหนื่อยง่ายเมื่อเทียบกับเด็กปกติ ในทารกจะพบว่าต้องใช้เวลานานในการดูดนม ดูดนมแล้วพักบ่อย หายใจเร็ว หายใจแล้วจมูกหรือซี่โครงบาน

ลิ้นเขียว เยื่อบุตา ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเป็นสีคล้ำ

ติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัดหรือปอดบวมบ่อย

การเจริญเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ลักษณะภายนอกผิดปกติเข้าได้กับกลุ่มที่มีความผิดปกติของโครโมโซม เช่น กลุ่มอาการดาวน์

หน้าอกผิดรูป ยุบหรือโป่งมากผิดปกติ นิ้วปุ้ม

หัวใจเต้นเร็วและแรงผิดปกติ

การตรวจวินิจฉัยโรค

ควรให้ทารกได้รับการตรวจเบื้องต้นโดยกุมารแพทย์ทั่วไป จากนั้นให้มีการตรวจยืนยันเพิ่มเติมโดยกุมารแพทย์โรคหัวใจอีกครั้ง โดยขั้นตอนการตรวจจะเริ่มจากการตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การฟังเสียงหัวใจ หลังจากนั้นกุมารแพทย์โรคหัวใจจะพิจารณาการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นหัวใจ เอ็กซเรย์หัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง และการสวนหัวใจ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอน

 

การรักษา

รักษาด้วยยา เพื่อเป็นการประคับประคองอาการในทารกรายที่มีความผิดปกติไม่มากและสามารถหายได้เอง

รักษาด้วยการสวนหัวใจ ทำการรักษาในรายที่สามารถใส่อุปกรณ์สายสวนหัวใจได้ เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนหรือห้องล่างรั่ว หรือทำบอลลูนให้ในรายที่มีอาการตีบของลิ้นหัวใจ

รักษาด้วยการผ่าตัด มักใช้ในรายที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดส่วนใหญ่มักได้ผลดี

สาเหตุโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

หากพ่อแม่มีความสงสัย ต้องรีบให้แพทย์วินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ

คำแนะนำสำหรับทารกที่มีอายุแรกเกิดถึง 1 ปี

ในทารกบางรายอาจต้องมีการจำกัดปริมาณนม และอาจไม่สามารถรับนมแม่ได้

ควรหลีกเลี่ยงอาหารเสริมชนิดที่มีรสเค็ม

คำแนะนำสำหรับทารกที่อายุมากกว่า 1 ปี

เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานสูง

ควรได้รับวัคซีนคุ้มกันเหมือนเด็กปกติและต้องได้รับวัคซีนเสริมบางชนิด

หมั่นดูแลสุขภาพของช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ รวมทั้งไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจฟัน และต้องแจ้งแก่ทันตแพทย์ว่าเป็นโรคหัวใจ

ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยหลีกเลี่ยงการพาทารกไปในที่ชุมชน

ดูแลเรื่องการขับถ่าย ฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย

งดออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือกิจกรรมที่ใช้กำลังมาก

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป motherhood.co.th

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com